วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

มรดกโลก

                  มรดกโลก   คือสถานที่ อันได้แก่ ป่าไม้ ภูเขา ทะเลสาบ ทะเลทราย อนุสาวรีย์ สิ่งก่อสร้างต่างๆ รวมไปถึงเมือง ซึ่งคัดเลือกโดยองค์การยูเนสโกตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๑๕ เพื่อเป็นการบ่งบอกถึงคุณค่าของสิ่งที่มนุษยชาติ หรือธรรมชาติได้สร้างขึ้นมา   และควรจะปกป้องสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร   เพื่อให้ได้ตกทอดไปถึงอนาคต อาทิเช่น เมมฟิสและสุสานโบราณ ประเทศอียิปต์  เกรท แบริเออร์ รีฟ(แนวปะการังใหญ่) ประเทศออสเตรเลีย หมู่เกาะกาลาปาโกส ประเทศเอกวาดอร์ ทัชมาฮัล ประเทศอินเดีย แกรนด์แคนยอน ประเทศสหรัฐอเมริกา หรืออะโครโพลิส ประเทศกรีซ เหล่านี้เป็นตัวอย่างจากทั้งหมด ๘๙๐ แห่งทั่วโลก ซึ่งแบ่งเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม และมรดกโลกทางธรรมชาติ
                       มรดกโลกแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ มรดกทางวัฒนธรรม (Cultural Heritage) และ มรดกทางธรรมชาติ (Natural Heritage) ซึ่งในอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกได้ให้คำนิยามไว้ว่า
             มรดกทางวัฒนธรรม หมายถึง สถานที่ซึ่งเป็นโบราณสถานไม่ว่าจะเป็นงานด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม หรือแหล่งโบราณคดีทางธรรมชาติ เช่น ถ้ำ หรือกลุ่มสถานที่ก่อสร้างยกหรือเชื่อมต่อกันอันมีความเป็นเอกลักษณ์ หรือแหล่งสถานที่สำคัญอันอาจเป็นผลงานฝีมือมนุษย์หรือเป็นผลงานร่วมกันระหว่างธรรมชาติกับมนุษย์ รวมทั้งพื้นที่ที่เป็นแหล่งโบราณคดี ซึ่งสถานที่เหล่านี้มีคุณค่าความล้ำเลิศทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ มนุษยวิทยา หรือวิทยาศาสตร์
             มรดกทางธรรมชาติ หมายถึง สภาพธรรมชาติที่มีลักษณะทางกายภาพและชีวภาพอันมีคุณค่าเด่นชัดในด้านความล้ำเลิศทางวิทยาศาสตร์ หรือเป็นสถานที่ซึ่งมีสภาพทางธรณีวิทยาและภูมิประเทศที่ได้รับการวิเคราะห์แล้วว่าเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของพันธุ์พืชและสัตว์ ซึ่งถูกคุกคาม หรือเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของพืชหรือสัตว์ที่หายาก เป็นต้น
              ขั้นตอนการเสนอชื่อสถานที่
           ประเทศที่ต้องการเสนอชื่อสถานที่ในประเทศของตนให้ได้รับการพิจารณาให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก อันดับแรกจะต้องจัดทำบัญชีรายชื่อสถานที่ที่มีความสำคัญทางธรรมชาติและวัฒนธรรมทั้งหมดภายในประเทศของตน บัญชีนี้จะเรียกว่า บัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) ซึ่งมีความสำคัญมาก เพราะมีเพียงสถานที่ที่มีชื่ออยู่ในบัญชีนี้เท่านั้นที่จะมีสิทธิได้รับการเสนอชื่อ ขั้นต่อมา ประเทศนั้นๆจะต้องเลือกรายชื่อสถานที่ที่ต้องการเสนอชื่อมาจากบัญชีรายชื่อเบื้องต้น เพื่อจัดทำเป็นแฟ้มข้อมูล (Nomination File) โดยทางศูนย์มรดกโลกอาจให้คำแนะนำและช่วยเหลือในการจัดทำแฟ้มข้อมูลนี้
เมื่อถึงขั้นตอนนี้ แฟ้มข้อมูลจะถูกตรวจสอบและพิจารณาจากองค์กร 2 แห่ง ได้แก่ สภานานาชาติว่าด้วยการดูแลอนุสรณ์สถานและแหล่งโบราณคดี (International Council on Monuments and Sites) และ สหภาพสากลเพื่อการอนุรักษ์ [3] (World Conservation Union) แล้วทั้งสององค์กรนี้จะยื่นข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการมรดกโลก ทางคณะกรรมการจะมีการประชุมร่วมกันปีละหนึ่งครั้ง เพื่อตัดสินว่าสถานที่ที่มีการเสนอชื่อแห่งใดบ้างที่ควรได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก หรือทางคณะกรรมการอาจร้องขอให้ประเทศที่เสนอชื่อได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่เพิ่มเติม โดยการพิจารณาว่าจะขึ้นทะเบียนสถานที่แห่งใดจะต้องมีลักษณะตามเกณฑ์มาตรฐานข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อ

               ประเด็นไทยถอนตัวจากภาคีสมาชิกอนุสัญญามรดกโลก
               ภายหลังคณะผู้แทนไทยในการประชุมกรรมการมรดกโลก ประกาศถอนตัวจากภาคีสมาชิกอนุสัญญามรดโลก หัวหน้าคณะผู้แทนไทย ยืนยันว่า การตัดสินใจครั้งนี้ จะทำให้ไทยสามารถปกป้องอำนาจอธิปไตยบริเวณพื้นที่พิพาทเขาพระวิหารคิดว่าคงมีคนไทยมากมายหลายล้านคนที่ดูข่าวเรื่องการประชุมภาคีมรดกโลกที่ฝรั่งเศส ในวันที่ 26 มิ.ย. 54 และทางรัฐบาลไทยโดยนายสุวิทย์  คุณกิตติ ได้เป็นผู้แทนประเทศไทยเข้าร่วมประชุมดังกล่าวและหลังจากนั้นล่าสุดได้ออกมาเปิดเผยว่าได้ประกาศถอนตัวจากการเป็นภาคีฯ ทำให้มีคำถามมากมายว่างานนี้ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด ข้อเท็จจริงของที่มาที่ไปของเรื่องนี้มันเป็นยังไง ?ประเด็นเรื่องราวที่กำกวมซ้อนทับ ลับ ลวง พราง เช่นนี้ได้มีข้อเขียนของแม่ลูกจันทร์ ที่อ่านแล้วพอเข้าใจจึงขอหยิบยกมาให้อ่านเพราะมีที่มาที่ไปดังนี้ ปัญหา พิพาทเขตแดน เขมร-ไทย กลายเป็นเรื่องใหญ่โตมโหฬาร เมื่อรัฐบาลกัมพูชาของนายกฯฮุน เซน ยื่นเรื่องร้องเรียนไปถึงยูเอ็นว่าถูกประเทศไทยบุกรุ กคุกคามอธิปไตยล่าสุด คณะมนตรีความมั่นคงซึ่งมี 5 ชาติพี่เบิ้ม อเมริกา รัสเซีย อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน เป็นหัวขบวน ก็เตรียมประชุมฉุกเฉินเพื่อสอบสวนเรื่องนี้โดยเร็ว!! นี่คือลีลาการทูตของกัมพูชาที่ต้องการ ดึงองค์กรระหว่างประเทศให้เข้ามาช่วยกดดันประเทศไทยสร้างภาพให้กัมพูชาเป็นฝ่ายถูกข่มเหงรังแกป้ายขี้ให้ประเทศไทยกลายเป็นผู้ร้ายในเวทีโลกไปเต็มๆ !!
แค่นี้ยังไม่พอ ยังเตรียมยื่นฟ้องศาล โลกให้ตัดสินปัญหาเขตพื้นที่ทับซ้อนรอบปราสาทพระวิหา ร 4.6 ตร.กม. ว่าอยู่ในเขต แดนกัมพูชา? หรือเป็นดินแดนของไทย?โดยใช้คำพิพากษาศาลโลกเมื่อปี 2505 ที่ตัดสินให้เขมรชนะคดีปราสาทพระวิหารเป็นหลักฐานสำคัญถามว่า ไทยมีหลักฐานอะไรที่จะพิสูจน์ ต่อศาลโลกว่าพื้นที่รอบเขาพระวิหาร 4.6 ตร.กม.อยู่ในเขตแดนของไทย??
หลักฐานสำคัญก็คือ แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาที่ “นพดล ปัทมะ” อดีต รมว. ต่างประเทศ ไปลงนามที่ฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม
แถลงการณ์ร่วมฉบับนี้มีข้อความระบุชัดเจนว่า กัมพูชาจะขึ้นทะเบียนมรดกโลก “เฉพาะตัวปราสาทอย่างเดียว” โดยไม่ ล่วงล้ำดินแดนไทยและไม่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ทับซ้อนที่ทั้งสองฝ่ายยัง ไม่ได้จัดทำหลักเขตแดนอย่างเป็นทางการ
นี่คือหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่าพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร ไม่ได้เป็นของเขมรแน่นอน!!เพราะถ้าพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม. อยู่ใน เขตกัมพูชาจริง กัมพูชาคงไม่ขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกเฉพาะแค่ตัวปราสาทอ ย่างเดียวแต่ต้องรวมพื้นที่รอบตัวปราสาททั้งกระบิขึ้นเป็นมรดก โลกพร้อมกัน!!
น่าเสียดาย ที่แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ฉบับนี้ ต้องเป็น “โมฆะ” ไม่มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ
ก็เท่ากับไทยสูญเสียหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะใช้สู้คดีและถ้าหากประวัติศาสตร์ซํ้ารอย ไทยต้องเสียดินแดนแถมให้เขมรอีก 4.6 ตร.กม.ฟรีๆจะเจ็บปวดแค่ไหนโปรดใช้สะดือตรอง??  ความจริงปัญหาเขาพระวิหารอาจไม่ บานปลาย ถ้าไม่ถูกเอาไปขยายผลเป็นประเด็นการเมืองแต่เมื่อประเด็นปราสาทพระวิหารกลาย เป็นปัญหาระดับอินเตอร์ ไทยกับกัมพูชาในฐานะคู่กรณีก็ต้องสู้กันยิบตา
ล่าสุด กัมพูชาพลิกลิ้นไม่ยอมรับว่าบริเวณรอบปราสาทพระวิหาร 4.6 ตร.กม. เป็นพื้นที่ทับซ้อนของไทยโกหกหน้าด้านๆ ว่าพื้นที่ตรงนี้ เป็นของเขมรฝ่ายเดียว!!“แม่ลูกจันทร์” เป็นห่วงว่าเมื่อต้องสู้กันเรื่องเขตแดนทีไร ไทยมักเสียเหลี่ยมเขมรทุกทีเพราะเขมรอ้างแผนที่ฝรั่งเศส-สยาม แต่ไทยอ้างแผนที่แอล 7017 ของ อเมริกาในบันทึกข้อตกลงปักปันเขตแดนไทย-กัมพูชา ฉบับล่าสุด พ.ศ. 2543 ซึ่ง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร รมช.ต่างประเทศ เป็นผู้ลงนามฝ่ายไทย ได้ระบุว่าการจัดทำหลักเขตแดนให้ยึดตามแผนที่ฝรั่งเศ ส-สยาม (คศ.1904) เป็นแนวทางแต่ไม่ได้ระบุแผนที่แอล 7017 ของอเมริกาที่ไทยใช้อ้างอิง!!ก็เท่ากับเราไปยอมรับแผนที่ฝรั่งเศสของเขมรฝ่ายเดียวถ้าเป็นอย่างนี้ ไทยก็เสียเปรียบเขมรตามเคยล่าสุดภายหลังคณะผู้แทนไทยในการประชุมกรรมการมรดกโลก ประกาศถอนตัวจากภาคีสมาชิกอนุสัญญามรดกโลก หัวหน้าคณะผู้แทนไทย ยืนยันว่า การตัดสินใจครั้งนี้ จะทำให้ไทยสามารถปกป้องอำนาจอธิปไตยบริเวณพื้นที่พิพาทเขาพระวิหาร เพราะไม่ต้องอยู่ภายใต้อนุสัญญามรดกโลก ที่อาจบังคับให้ไทยต้องทำตามร่างมติที่ประชุมที่จะออกมาและเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 54 หลังจากได้หารือกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าคณะผู้แทนไทย ซึ่งอยู่ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 35 ชี้แจงเหตุผลที่ตัดสินใจประกาศถอนตัวออกจากภาคีสมาชิกอนุสัญญามรดกโลก และกรรมการมรดกโลก เป็นเพราะร่างมติของยูเนสโก มีนัยสำคัญที่แอบซ่อนอยู่ เช่น เขียนในทำนองว่ากัมพูชายอมเลื่อนการพิจารณาแผนบริหารจัดการปราสาทพระวิหาร แต่กลับระบุว่าให้ฝ่ายไทยและกัมพูชา ตัดสินใจที่จะทบทวนแผนป้องกันและอนุรักษ์ตัวปราสาทในการประชุมครั้งหน้า ซึ่งทำให้มองได้ว่าไทยยอมรับในร่างมติแผนบริหารแล้ว แต่จะต้องไปพิจารณารายละเอียดในการประชุมครั้งหน้า ซึ่งสวนทางกับจุดยืนของไทย ที่ไม่ยอมรับแผนของกัมพูชามาตั้งแต่ต้น เพราะเนื้อหาในแผนบริการจัดการปราสาทพระวิหาร มีแผนที่แนบท้าย รุกล้ำเข้ามายังพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ซึ่งยังไม่สามารถปักปันเขตแดน เพราะไทยยืนยันมาโดยตลอดว่า หากยอมรับแผนบริหารจัดการปราสาทพระวิหาร ก็เท่ากับเป็นการยอมรับการรุกล้ำอำนาจอธิปไตยของไทย นอกจากนี้ ในร่างมติยังระบุว่าให้ไทยอนุญาตให้ผู้เชี่ยวชาญจากองค์การยูเนสโก้ และกัมพูชา ขึ้นไปยังบริเวณปราสาทพระวิหารได้ ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่ออำนาจอธิปไตยของเรา นอกจากนี้ยังเกรงว่า กัมพูชาอาจนำเอกสารร่างมตินี้ ไปใช้ในการพิจารณาคดีที่กัมพูชาไปฟ้องศาลโลกในเวลานี้
ในการถอนตัวออกจากคณะกรรมการมรดกโลก ส่งผลให้นางโสมสุดา ลียวานิช อธิบดีกรมศิลปากร (ภาพซ้าย) พ้นจากตำแหน่งกรรมการมรดกโลก แต่จะไม่ส่งผลกระทบนางอรชาติ สืบสิทธิ์ รองผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การยูเนสโก ซึ่งยังคงสามารถทำหน้าที่ได้ต่อไป เช่นเดียวกับมรดกโลกที่ไทยมีอยู่ รวมทั้งการเดินหน้าในการเสนอพื้นที่มรดกโลกแห่งใหม่
ผลได้ผลเสียจากการถอนตัวครั้งนี้ก็คือ ไทยจะไม่ได้รับงบประมาณสนับสนับสนุนจากยูเนสโกปีละ 2000  ล้าน ในการดูแลรักษามรดกโลกเหมือนที่เคยได้รับอีกต่อไป แต่สำหรับการที่จะมีชาวต่างชาติและนัก  ท่องเที่ยวเดินทางไปเที่ยวยังสถานที่ต่างๆที่เคยเป็นมรดกโลกอย่างไรหรือไม่นั้นคงต้องกลับมาถามคนไทยทุกคนว่า หากเราไม่อยากได้มรดกโลก เรามาพัฒนาและอนุรักษ์ของของเราให้เป็นแบบ “มรดกไทย”  และอยู่อย่างไท ได้หรือไม่ ? เพื่อสืบทอดมรดกของเราให้ลูกหลานเราสืบไปตลอดนานเท่านาน